แต่งตัวให้ดอกไม้


มาลัยชายเดียว


แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พัฒนาจิต ชีวิตพัฒนา แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พัฒนาจิต ชีวิตพัฒนา แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2553

จุดหมายปลายทางของชีวิต

จุดหมายปลายทางของชีวิต





เมื่อใดเปลือกฟองไข่ หรือกะลามะพร้าวที่หุ้มครอบอยู่นั้น

ได้ถูกเพิกออกหรือทำลายลง,

แสงสว่างก็จะสาดส่องถึงสิ่งที่อยู่ข้างในทั้งที่ไม่ต้องมีใครขอร้องอ้อนวอน

หรือบังคับขู่เข็ญแต่อย่างใด ฉันใด; ฝ้าของใจ
กล่าวคืออวิชชา อุปาทาน ตัณหา อันเป็นฝ้าทั้งหนาและบาง
ทั้งชั้นนอก ชั้นกลาง ชั้นในถูกลอกออก ด้วยการปฏิบัติธรรมแล้ว
เมื่อนั้น แสงหรือรสแห่งพระนิพพาน ก็เข้าสัมผัสกันกับจิตได้ ฉันนั้นฯ



เมื่อจิตบริสุทธิ์แล้ว มีโอกาสสัมผัสพระนิพพานได้อย่างนี้
เราจึงเห็นได้อย่างชัดเจนแจ่มแจ้งทันทีว่า
พระนิพพานไม่ใช่จิต, ไม่ใช่เจตสิกอันเกิดอยู่กับจิต,
ไม่ใช่รูปธรรม, ไม่ใช่โลกบ้านเมือง, ไม่ใช่ดวงดาว,
ไม่ใช่อยู่ ในเรา, ไม่ใช่เกิดจากเรา, ไม่ใช่อะไรปรุงขึ้นทำขึ้น,
พระนิพพาน เป็นเพียงสิ่งที่เข้ามาสัมผัสดวงใจเรา
ในเมื่อ เราได้ดำเนินการปฏิบัติธรรมถึงที่สุด เท่านั้นเองฯ





วันจันทร์ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2553

เพิ่มสุข ลดสุก


เพิ่มสุข ลดสุก ด้วยคติธรรม






............หลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล


วิปัสสนานี้ มีผลอานิสงส์ใหญ่ยิ่งกว่าทาน ศีล
พรหมวิหารภาวนา ย่อมทำให้ผู้เจริญนั้นมีสติไม่หลง
เมื่อทำกาลกิริยา มีสุคติภพ คือ มนุษย์และโลกสวรรค์
เป็นไปในเบื้องหน้า หากยังไม่บรรลุผลทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน
ถ้าอุปนิสัยมรรคผลมี ก็ย่อมทำให้ผู้นั้นบรรลุมรรคผล
ทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพานได้ในชาตินี้นั่นเทียว

อนึ่ง ยากนักที่จะได้เกิดเป็นมนุษย์ เพราะต้องตั้งอยู่ในธรรมของมนุษย์
คือ ศีล ๕ และกุศลกรรมบท ๑๐ จึงจะได้เกิดมาเป็นมนุษย์
ชีวิตที่เป็นมานี้ ก็ได้ด้วยยากยิ่งนักเพราะอันตรายชีวิต
ทั้งภายใน ภายนอกมีมากต่างๆ

การที่ได้ฟังธรรมของสัตตบุรุษคือ พระสัมมาสัมพุทธเจ้านี้
ก็ได้ยากยิ่งนัก เพราะกาลที่ว่างเปล่าอยู่
ไม่มีพระพุทธเจ้าเกิดขึ้นในโลกยืดยาวนานนัก บางคาบ บางสมัย
จึงจะมีพระพุทธเจ้าเกิดขึ้นในโลกสักครั้งสักคราวหนึ่ง
เหตุนั้นเราทั้งหลายพึงอยู่ด้วยความไม่ประมาทเถิด
อย่าให้เสียทีที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนานี้เลย








..........หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ



เวลากิเลสมันเกิดขึ้น เกิดขึ้นทางกาย เกิดขึ้นทางวาจา เกิดขึ้นทางใจ
รู้ทันมันเดี๋ยวนี้ มันก็ดับไปเดี๋ยวนี้แหละ

ตัวสติมันปกครองอยู่เสมอ ถ้ามีสติอยู่ทุกเมื่อ มันบ่ได้คุบมันหละ
ครั้นเกิดขึ้น รู้ทันมันก็ดับ รู้ทันก็ดับ รู้ทันก็ดับ
คิดผิดก็ดับ คิดถูกก็ดับ พอไจไม่พอไจก็ดับลงทันทีที่ตัวสติ







...........หลวงพ่อดู่ พฺรหฺมปญฺโญ



"โลกเท่าแผ่นดิน ธรรมเท่าปลายเข็ม" เรื่องโลกมีแต่เรื่องยุ่งของคนอื่นทั้งนั้น

ไม่มีที่สิ้นสุด เราไปแก้ไขเขาไม่ได้

ส่วนเรื่องธรรมนั้นมีที่สุด มาจบที่ตัวเรา

ให้มาไล่ดูตัวเองแก้ไขตัวเราเอง ตนของตนเตือนตนด้วยตนเอง

ถ้าเป็นโลกแล้ว จะมีแต่ส่งออกไปข้างนอกตลอดเวลา

แต่ถ้าคิดสิ่งที่เป็นธรรมแล้ว ต้องวกกลับเข้ามาหาตัวเอง

เพราะธรรมแท้ๆ ย่อมเกิดในตัวของเรานี่ทั้งนั้น รอให้แก่เฒ่าหรือจวนตัวแล้ว

จึงสนใจภาวนา ก็เหมือนคนหัดว่ายน้ำเอาตอนเรือหรือแพใกล้แตก มันจะไม่ทันการณ์







............ท่านพ่อเฟื่อง โชติโก



ก่อนที่จะพูดอะไร ให้ถามตัวเองว่าที่จะพูดนี้จำเป็นหรือเปล่า ถ้าไม่จำเป็นก็อย่าพูด นี่เป็นขั้นต้นของการอบรมใจ
เพราะถ้าเราควบคุมปากตัวเองไม่ได้ เราจะควบคุมใจได้อย่างไร ไปกี่วัดกี่วัด
รวมแล้วก็วัดเดียวนั่นหละคือ วัดตัวเรา
จิตเปรียบเหมือนพระราชา อารมณ์ทั้งหลายเปรียบเหมือนเสนา
เราอย่าเป็นพระราชาที่หูเบา มัวแต่นึกถึงวันเกิด ให้นึกถึงวันตายเสียบ้าง
ของดีจริง ไม่ต้องโฆษณา คนชอบขายความดีตัวเอง
ที่จริงขายความโง่ของตัวเองมากกว่า
คมให้มีในฝัก ให้ถึงเวลาที่จะต้องใช้จริงๆ จึงค่อยชักออกมา จะได้ไม่เสียคม
สักวันหนึ่งความตายจะมาถึงมาบีบบังคับให้เราปล่อยทุกสิ่งทุกอย่าง
ฉะนั้น เราต้องหัดปล่อยวางล่วงหน้าให้มันเคย ไม่อย่างนั้น
พอถึงเวลาไปจะลำบาก
เวลาเราทำงานอะไรอยู่ ถ้าเราสังเกตว่าใจเราเสีย ก็ให้หยุดทันที

แล้วกลับมาดูใจของตนเอง เราต้องรักษาใจของเราไว้เป็นงานอันดับแรก
คนอื่นเขาด่าเรา เขาก็ลืมไป แต่เราไปเก็บมาคิด เหมือนเขาคายเศษอาหารทิ้งไปแล้ว
เราไปเก็บมากิน แล้วจะว่าใครโง่











........หลวงพ่อชา สุภทฺโท


ผู้ไปยึดอารมณ์จะเป็นทุกข์ เพราะอารมณ์มันไม่เที่ยง
ดูซิ...เราข้ามกันไปหมด พากันทำบุญ แต่ว่าไม่พากันละบาป
ผ้าสกปรกไม่ฟอก แต่อยากจะรับน้ำย้อมนะ
ที่เรามาปฏิบัติกันอยู่ทุกวันนี้ ก็เพื่อให้เห็นจิตเดิม
เราคิดว่าจิตเป็นสุข จิตเป็นทุกข์ แต่ความจริงจิตไม่ได้สร้างสุขสร้างทุกข์
อารมณ์มาหลอกลวงต่างหาก มันจึงหลงอารมณ์
ฉะนั้น เราจึงต้องมาฝึกจิตใจให้ฉลาดขึ้น ให้รู้จักอารมณ์
ไม่ให้เป็นไปตามอารมณ์ จิตก็สงบ การทำจิตใจของเราให้มีกำลัง
กับการทำกายของเราให้มีกำลัง มันต่างกัน การทำกายให้มีกำลังก็คือ การออกกำลัง
กายทำกายบริหาร มีการกระโดด การวิ่ง นี่คือการทำกายให้มีกำลัง
การทำจิตใจให้มีกำลังก็คือ ทำจิตให้สงบ ไม่ใช่ทำจิตให้คิดนั่น คิดนี่ไปต่างๆ
ให้อยู่ในขอบเขตของมัน เพราะว่าจิตของเรานั้นไม่เคยได้สงบ
ไม่เคยมีกำลัง มันจึงไม่มีกำลังทางด้านสมาธิภายใน